ความท้า: ป่าชุมชนของคนภาคทิศตะวันออก

เมื่อใดก็ตามไปร่วมกิจกรรมกับโครงข่ายป่าดงประชากร เจชอบใช้ประสบการณ์จากการทำงานใน อบต.ให้ข้อมูลรวมทั้งคำเสนอแนะเกี่ยวกับติดต่อประสานงานกับหน่วยงานดูแลส่วนท้องถิ่น เวลาเดียวกันเขาก็ได้ศึกษาเรื่องระบบนิเวศ วิถีชีวิตคนกับป่าจากลูกพี่ลูกน้องจากภาคอื่นๆ

การเดินสายพบปะสนทนาวงการป่าชุมชนจากหลายพื้นที่ ทำให้เจแลเห็นว่าป่าชุมชนในภาคทิศตะวันออกไม่เหมือนกับที่อื่นๆเป็น หนึ่ง- ป่าชุมชนเกิดเรื่องออกจะใหม่สำหรับคนภายในภาคทิศตะวันออก ไม่เสมือนภาคอื่นๆที่มีวิถีชีวิตผูกพันกับป่ามานานมาก สอง- ป่าชุมชนในภาคทิศตะวันออกโดยมากตั้งโดยมีวัตถุประสงค์หลักเป็นการรักษาเพื่อรักษาระบบนิเวศ ราษฎรไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์พึ่งโดยตรง รวมทั้งสาม-ด้วยภาวะตำแหน่งที่ตั้งที่มีทั้งยังเทือกเขาแล้วก็สมุทร ทำให้ภาคทิศตะวันออกมีพื้นที่ป่านานาประการแบบอย่าง ทั้งยังป่าบกรวมทั้งป่าชายเลน ซึ่งอยู่ภายใต้ข้อบังคับรวมทั้งการดูแลจากหลายหน่วยงาน

เจพินิจพิจารณาเพราะว่า ภาคทิศตะวันออกเป็นภาคที่ก่อตั้งโครงข่ายป่าชุมชนได้ค่อนข้างจะยาก เนื่องจากว่าเป็น “ป่าอิทธิพล” และก็“การบ้านการเมืองแรง” ระยะเวลากว่า 15 ปีสถานที่สำหรับทำงานด้านป่าชุมชน เจผ่านร้อนผ่านหนาวมาไม่น้อย ไม่ตรงกันกับบางบุคคลจนกระทั่งเลิกคบหากันไปก็มี แต่ว่าเขายังคงเดินหน้าดำเนินงานรวมทั้งทำความเข้าใจต่อ ถึงแม้ประสบการณ์จะมากเพิ่มขึ้น มีความรู้และมีความเข้าใจเกี่ยวกับป่าชุมชนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ว่าหลายเรื่องก็ยังไม่ง่ายนักสำหรับเขา “ครั้งคราวพวกเราก็ตื่นๆเนื่องจากพวกเราไม่ใช่นักวิชาการมิได้เรียนมาทางด้านป่าดง พอเพียงข้าราชการถามเรื่องไม้เรื่องอะไร ผมก็ตอบมิได้ ผมทราบแต่ประเด็นนี้จะต้องจัดแจงอย่างไร จำต้องทำอะไรบ้าง”

สำหรับในการสัมมนาโครงข่ายป่าประชากรภาคทิศตะวันออกที่ จังหวัดจังหวัดระยอง ตอนต้นปี 2565 เจขุดเอาประสบการณ์แล้วก็ความสามารถการทำงานด้านป่าชุมชนที่สั่งสมออกมาใช้ทุกกระบวนท่า เขาลงมือกระทำเองแทบทุกสิ่ง ตั้งแต่ดีไซน์กิจกรรม แต่งโครงการของบราวๆ ลงพื้นที่ผสานผู้เข้าร่วม ไปจนกระทั่งดำเนินรายการเอง โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างโครงข่ายภาคสามัญชนที่ดูแลป่าใน 8 จังหวัดภาคทิศตะวันออก

“ภายหลัง พระราชบัญญัติป่าชุมชนมีผลบังคับใช้ ทำให้มีป่าชุมชนที่ขึ้นบัญชีถูกตาม พระราชบัญญัติ ป่าชุมชน รวมทั้งป่าที่ชุมชนที่ญาติดูแลกันอยู่ โดยมิได้จดทะเบียนตาม พระราชบัญญัติ ก็เลยไม่มีข้อบังคับคุ้มครองป้องกัน ซึ่งพวกเรามีความคิดว่าป่าจำพวกนี้ไม่สมควรถูกทิ้งเอาไว้ด้านหลัง พวกเรามิได้ให้ความเอาใจใส่กับเฉพาะป่าชุมชนตาม พระราชบัญญัติป่าชุมชน แต่ว่าพวกเราให้ความใส่ใจกับป่าทุกหัวระแหงที่ญาติพวกเราดูแลแล้วก็ใช้ประโยชน์ด้วยกัน ซึ่งพวกเราเรียกว่าป่าดงภาคพสกนิกร เพราะเหตุว่าราษฎรทุกคนมีสิทธิสำหรับเพื่อการจัดแจงทรัพยากรในพื้นที่ของตน” พบธิบายให้ผู้เข้าประชุมฟัง

ต่อจากนั้น เขาก็หันไปทางกรุ๊ปข้าราชการป่าดงที่มาร่วมสัมมนาด้วย แล้วเปิดใจบอกด้วยท่วงท่าเป็นมิตร “ตั้งแต่ดำเนินงานเรื่องทรัพยากรป่าดงมา ผมรู้สึกว่าข้าราชการมองดูองค์กรพัฒนาเอกชนและก็ภาคประชากรสังคมในด้านลบ ผมต้องการให้มีความรู้สึกว่าเรามาปฏิบัติงาน เราต้องการร่วมด้วยช่วยเหลือกัน ต้องการช่วยเจ้าหน้าที่รัฐด้วย พวกเรามีจุดหมายเดียวกัน เป็นรักษาทรัพยากรป่าชุมชน” ตามแนวทางสร้างโครงข่ายป่าดงราษฎรภาคทิศตะวันออกที่เจวางไว้ เขาแบ่ง 8 จังหวัดเป็น 2 กรุ๊ปตามบริบทของภาวะป่าในพื้นที่หมายถึงป่าทิศตะวันออกโซนบน (สระแก้ว ฉะเชิงเทรา จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดนครนายก) และก็ป่าทิศตะวันออกโซนข้างล่าง (เมืองจันท์ จังหวัดระยอง จังหวัดตราด จังหวัดชลบุรี) แต่ละกรุ๊ปจะได้สัมมนาพบปะสนทนากันก่อนจะส่งตัวแทนร่วมสัมมนาใหญ่รวม 8 จังหวัด